หลังเกมฟุตบอลโลก2022 รอบแบ่งกลุ่มกลุ่ม B ทีมชาติอังกฤษพบทีมชาติอิหร่าน

ทีมชาติอังกฤษ

ฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก กลุ่ม B เกมส์ระหว่างทีมชาติอังกฤษ พบทีมชาติอิหร่าน แข่งขันกันที่ คาลิฟา อินเตอร์เนชั่นแนล สเตเดี้ยม

11ผู้เล่นของทั้งสองทีม

ทีมชาติอังกฤษมาในระบบ 4-2-3-1

ผู้รักษาประตู : จอร์แดน พิคฟอร์ด

กองหลัง : จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ,คีแรน ทิปเปียร์ , ลุค ชอว์

กองกลาง : เมสัน เมาท์, จู๊ด เบลลิงแฮม, ดีแคลน ไรซ์ ,ราฮีม สเตอร์ลิ่ง , บูกาโย่ ซาก้า

กองหน้า : แฮร์รี่ เคน

อิหร่าน มาในระบบ 3-5-2

ผู้รักษาประตู : อาลีเรซา เบรันวานด์

กองหลัง : มอร์เตซา ปูราลิกานยี, รูซเบห์ เชชมี, มาจิด ฮอสเซนี , ซาเด็กห์ โมฮาร์รามี,

กองกลาง : อาหมัด นูรอลลาฮี, มิลาด โมฮัมมาดี, อาลี คาริมี, เอห์ซาน ฮัจซาฟี  – อาลีเรซา ยาฮานบาคช์,

กองหน้า : เมห์ดี้ ทาเรมี่

ครึ่งเวลาแรก เป็นทีมชาติอังกฤษครองเกมเพื่อขึ้นเกมรุกและทางฝั่ง อิหร่านก็ตั้งรับในแดนตัวเอง อย่างเหนียวแน่น จนมาถึงนาทีที่ 2 เป็นจังหวะเตะมุม เป็น คีแรน ทิปเปียร์เปิดมุมเข้ากรอบเขตโทษ มีจังหวะผู้เล่นเหนี่ยวกันล้มระหว่างกองหลังทีมชาติอังกฤษและผู้เล่นของทีมชาติอิหร่าน แต่ VAR เช็คย้อนหลังไม่มีจุดโทษและเกมดำเนินต่อไป ทีมชาติอังกฤษยังเปิดเกมรุกต่อเนื่อง

จนมาได้จังหวะในนาทีที่ 7 แฮรี่ เคน เปิดเข้าบอลจากทางริมเส้นฝั่งขวาเข้ากรอบเขตโทษ เป็นแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ตะหวัดบอลเข้าข้างต่างกาย และเป็นจังหวะที่ อาลีเรซา เบรันวานด์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอิหร่านออกมาตัดบอลเข้าปะทะกับเพื่อนร่วมทีมอย่างจัง จนจมูกบิดงอ และใช้เวลาในการปฐมพยาบาลนานร่วม 10 นาที และเล่นต่อไม่ไหวถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ โฮสเซน โฮสเซนี่ในนาทีที่ 20

อังกฤษยังไม่เพลาเกมบุกและมาได้ประตูแรกของ เกมจากจังหวะโยนเข้ากรอบเขตโทษจาก ลุค ชอว์ เป็น จู๊ด เบอร์ลิ่งแฮม ขึ้นโขกนิ่ม ๆ อังกฤษนำ 1 – 0 และจารึกเป็นผู้เล่นอายุน้อยของทีมชาติในอันดับที่ 3 ที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลก ต่อจาก ไม่เคิ่ล โอเว่น และ ลุค ชอว์ ที่ทำประตูได้ เมื่อลูกแรกมาแล้ว อังกฤษยังคงเปิดเกมรุกต่อเนื่อง

จนนาทีที่44 ก่อนทดเวลาบาดเจ็บ จากลูกตั้งเตะจากทิปเปียร์เปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษ เป็นแฮร์รี่ แม็คไกวร์พักบอลให้ บูกาโย่ ซาก้า ยิงเช็ดเสาเข้าไปอังกฤษนำ 2-0 ทีมชาติอิหร่านพยายามเติมเกมส์บุกเข้ากดดันเพื่อเอาประตูคืนบ้าง แต่ถูกทีมชาติอังกฤษใช้การโต้กลับในนาทีที่45 จากแฮรี่ เคน พักบอลจากแดนกลางก่อนสปรินไปเปิดให้ ราฮีมสเตอร์ลิ่ง คู่หูในแดนหน้าทำประตู อังกฤษนำห่าง 3 – 0 แม้จะทดเวลาบาดเจ็บถึง 14 นาที สกอร์ครึ่งเวลาแรกจบลงด้วยสกอร์นี้

เริ่มครึ่งเวลาหลังทีมชาติอังกฤษเป็นฝ่ายครองเกมได้หมดจด และมาได้ประตูนาทีที่ 62 จากจังหวะโต้กลับบอลจาก ราฮีมสเตอร์ลิ่ง จ่ายทะลุช่องให้ บูกาโย่ ซาก้าเลี้ยงเข้ากรอบเขตโทษล็อคหลบผู้เล่นอิหร่านสี่คนยิงเข้าไป อังกฤษนำห่าง 4-0 ทีมชาติอิหร่านมีลูกฮึดมาบ้างแล้วในนาทีที่ 65 เป็นจังหวะขึ้นเกมจากริมเส้นฝั่งขวา และเป็นเมห์ดี้ ทาเรมี่ ยิงเร็วแสกหน้า จอร์แดน พิคฟอร์ด ตามมาด้วย สกอร์ 4 – 1 เรียกเสียงเชียร์ให้กลับมาอีกครั้ง

แม้จะเพิ่งได้ประตูแต่โมเมนต์ตั้มที่ดีกว่าของทีมชาติอังกฤษในนาทีที่ 71 บอลโต้กลับจาก จู๊ด เบอรลิ่งแฮม แทงทะลุช่องให้ มาร์คัส รัชฟอร์ด ตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมา ยิงเข้าไป อังกฤษนำ 5-1 ทีมชาติอิหร่านยิ่งเสียความมั่นใจเข้าไปอีกในนาทีสุดท้ายก่อนทดเวลา ในนาทีที่ 90 เป็นการสปินส์ จาก แฮรี่ วิลสัน ตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนแฮร์รี่ เคน จ่ายถวายพานให้ แจ๊ค กันลิชอีกหนึ่งตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมา ยิงโล่ง ๆ อังกฤษนำขาดลอย 6 – 1 ทีมชาติอิหร่านพยายามทำเกมบุก จนมาได้ประตูในจังหวะจุดโทษ เมื่อผู้ตัดสินเช็ค VAR และตัดสินให้จุดโทษ และเป็น เมห์ดี้ ทาเรมี่ กองหน้าจากสโมสรเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังในลีกโปรตุเกส ยิงเข้าไปทีมชาติอิหร่าน ตีตื้นมาด้วยสกอร์ 6 – 2 และจบเกมด้วยสกอร์นี้

จากเกมนัดแรกในกลุ่ม B เป็นทีมชาติอังกฤษมีคะแนนนำของกลุ่ม ก่อนเกมระหว่าง ทีมชาติเวลส์และทีมชาติสหรัฐอเมริกาจะลงแข่งขัน เป็นทีมชาติอิหร่านอยู่ที่4 ของโซนท้ายคะแนนรอบแบ่งกลุ่มและติดลบประตูได้เสีย 4 ประตู!!!